| ball_onimaru_pr...'s profile~BaLL_Pe44_ONiMaRu_THaKa...PhotosBlogLists | Help |
|
June 27 Change My Worldจากวันนั้น จนถึงวันนี้ สิ่งที่จะทิ้งไป ก็ให้มันอยู่ที่นั่นแหละ ไปสนุกดีก่าเนอะ เอาเป็นว่า พรุ่งนี้ โลกจะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่ผมอยากทำ ราตรีสวัสดิ์ครับ พี่น้องชาวไทย By B&L April 25 รุสึกไงดีหว่า....เหอๆ
ชีวิตมานไม่แน่นอนเสมอ
แต่สิ่งที่ต้องรุสึกมาตลอด คือ ทุกสิ่งไม่ได้เปงตามที่เราหวังหรอก แต่สำหรับกรุ ทุกสิ่งที่กรุหวัง ไม่เคยเปงไปตามที่กรุหวังเจงๆ
แม้จาอยากทำอาไรซักอย่างที่เราคิดว่ารุสึกดี
แต่บางครั้งการกระทำของเรา มานอาจไม่ได้ทำให้คนอื่นรุสึกดีไปด้วยก้อได้ เขาอาจจะรำคาน แต่ไม่อยากบอก อาจจะอึดอึด แต่ก็เกรงใจ ไม่อยากพูด
เขาอาจจะไม่คิดอาไรเลย แต่ก้อไม่ต้องการทำให้เราเสียจาย
อาจจะไม่อยากคุยด้วย แต่ก้อจำต้องคุย
แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปๆ ความรุสึกเหล่านั้นที่ถูกเก็บไว้ ก้อจำเปงต้องแสดงออก
เข้าซักวัน ถามว่ามานเปงข้อดีไหม มานก้อดีในการพูดตรงๆ แสดงตรงๆ
ถามว่า คนที่เปงผู้รับจารุสึกแย่ไหม ก้อคงอาจปฏิเสดไม่ได้หรอก ว่าจาไม่รุสึกอาไรเลย
กรุแย่ไหม ก้อคงแย่แหละ แต่กรุจาทำไงหละ ก้อเพราะทุกอย่างมานไม่เปงไปตามที่หวังอยุแล้นนิ
ก้อทำใจเหอะ แม้เค้าจจะมองว่าเปงการเสียเวลากับเค้ามากเกินไปหรือเป่า
แต่ไม่รุหวะ ก้อกรุคงเปงงี้มาแต่ไหนแต่ไร
ยังไงก้อไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ต้องขอโทด แม้เราจาพยายมไม่คาดหวังมานานแระ
แต่ก้ออดไม่ได้หวะที่จาทำตามคามรุสึก เหอๆ แย่เจง
ใครอ่านไม่เข้าใจก้อไม่ต้อง serious นะ April 15 Laos trip : Apr10-15'09ก้อสงกรานที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนบ้านพี่เมืองน้องของเรา Note : หลวงพระบาง ก้อไปชิล ที่ เชียงทอง ภุษี พระธาตุจอมษี พระราชวังหลวงพระบาง วังเวียง ก้อชิลได้ไม่กี่ที่ ลุยเล่นน้ำ บริเวณ ถ้ำจังและเข้าไปดูถ้ำจัง เวียงจันทน์ ก้อชิลรอบเมือง โดยประตูชัย(พร้อมบนยอด) วัดธาตุฝุ่น ตลาดเช้า mall พระธาตุดำ January 19 Meeting 52แระแล้วก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่รอคอยซักทีว่ะ Meeting PE ของเรา แนะ : งาน meeting PE เป็นงานชิลๆงานนึงของเด็กบางมดเราที่ภาควิชาอุตสาหการ Jan 16'09 January 05 Hue - Hoi An - HanoiHappy new yearr ครับ
ปีใหม่ที่ผ่านมาผมก้อแวบไปเวีดยนามมา ไปด๔บ้านเมืองวัฒนธรรมของเขามา โดยเฉพาะวิถีชีวิต (ก้อโดยรวมก้อ ok นะ คิดว่าคงได้กลับไปอีก)
trip นี้ ผมไปกาน 3 คน ตั้งแต่ Dec 25'08 - Jan 3'09 ยาวเลยคิดเถิงเมืองไทยมากมาย กลับมาหน้ารอกกกเลย(ที่นี่ร้อน)
สมาชิกหลัก : Ball + Pae(PE44) + P' Nine(company)
เพ่มเติม :
1. พี่ดา คือบุคคลที่เจอกานบนรถ ซึ่งเขาเป็นคนเวียดทำงานที่มุกดาหาร กำลังจากลับบ้าน ที่ด่านเวียด เขาใจดีออกเงินให้ก่อนเพราะพี่นายกะไอเป้ยังไม่มีเงินเวียด
2. หนูปิ่น คือ คนไทยเราเนี่ยแหละ ขึ้นรถคันเดียวกานมาเลยแวะเที่ยวด้วยกาน(เค้าลุยเดี่ยวเลย) รอบนี้มาเวียดครั้งที่ 2 ปลายทางเค้าคือทางตอนใต้เลยเลยอยุเว้และฮอยอันด้วยกาน
3. เหล่าคนเวียดนาม(นักศึกษา) นำแก๊ง โดนหนูซางและเฮือง อีกคนจำไม่ได้ 3 คนนี้ไปเจอพี่นายที่ Hanoi opera house เหงพี่นายเจ็บขาเลยติดพี่นายมาด้วย(มาส่ง) แถมเลี้ยงข้าวพี่นายอีก น่าเกลียดว่ะ 555 พี่นายเนี่ย แต่ก้อได้ count down ด้วยกานที่ริมทะเลสาบคืนดาบ
การเดินทาง : จับรถ ขนส่งไปลงมุกดาหาร -- ต่อรถไปสะหวันนะเขตจนถึงเว้เลย แล้วก้อจับ รถ open tour ของเวียดต่อไปยัง Hoi An แล้วเที่ยวใน Hanoi
ก่อนจะเดินทางกลับโดยเข้าทางเวียงจันทร์ กลับทางหนองคาย(รถทั้ง trip ครับ)
ค่าใช้จ่าย : plan ไว้ว่า 10250 บาท(เหลือชัวร์) , Actual = 8933.5 บาท(ย้ำนิดนึงว่าเท่าที่ list ดูหมดไปกับค่ากินและของฝากเยอะ ถ้าคนปกติก็คง 5000-6000 ก้อพอแล้วอ่าครับ เพราะเห็น P'Nine เป็นงั้นนะ ของฝากผมก้อยิงไป 2000 ก่าบาทแระ)
อัตราแลกเปลี่ยนเงิน : 1USD = 34.4-35B, 1B = 200-250 กีบ(ลาว), 1B= 465-500 ด่อง(เวียดนาม) และ 1USD=16800-17500 ด่อง
การใช้เงิน : ที่ไทยคงไม่ต้องอธิบาย , ที่ลาวรับเงินไทยและกีบ ของกินจะไม่รับ USD ที่ด่านอ่าโอเค(แต่แพง), เวียดนามก็ใช้ USD(รถ,โรงแรม) ส่วนเงินด่องก็สำหรับอาหารการกิน,เงินไทยอาจจะใช้แลกเงินแต่ต้องแลกร้านทองนะ
ภาษา : ลาวเนี่ย พูดไทยและฟังไทยได้, เวียดนาม บางคนฟังไทยได้ แต่ส่วนหย่ายจะพูดแต่เวียด ต้องผู๋เจริญแล้วจึงจะใช้ eng ซ้าเยอะ(แต่ก้อยังน้อยอ่า อาจจะมากก่าบ้านเรา)
เท่าที่เหน :
1. อาชีพหลักเค้ามักจะเป็นการค้าขาย แฮะ
2. การแต่งกายมักจะไปทางจีนซ้าส่วนหย่าย แต่ถ้าเมืองหย่ายๆ อาจจะมี style ฝรั่งเศส โผล่ออกมาเยอะมาก
3. การจราจรเค้าวิ่งเลนส์ขวา
4. ทุกมื้อของพวกเค้าจาต้องมีผัก(ที่นี่นิยมมาก)
5. พวกเค้ามักแต่งกายมิดชิดมากมายยย(คนส่วนหย่ายนะ)
6. การเดินทางของพวกเค้าส่วนหย่ายจะใช้จักรยานหรือมอไซด์(เมืองหย่ายหน่อย) ถ้าหย่ายขึ้นอีกก็จะมีรถเมล์ด้วย
7. บ้านเมืองเค้าฝุ่นเยอะมากมายย
8. เสียงแตรเป็นเสียงที่คู่กับเมืองเวียด(เจอทุกที่ เหมือนจีนอ่าแหละ)
9. หากข้ามถนนที่ฮานอยได้ จะสามารถข้ามได้ทุกๆที่บนโลกใบนี้แน่นอน
10. คนเวียดนามขี้ตื้อ (หัวค้าขายอ่ามั้ง) โดยเฉพาะบรรดาซี่โคล่(สามล้อถีบ)
11. การซื้อของกับคนเวียดต้องพยายามต่อให้ได้มากที่สุด(แต่ส้วนห่ายผมใส่เกินครึ่งราคาก่อนเลย ประมาณ เกิน 1/2 อ่า ไม่งั้นจาโดนฟันโดยไม่รุตัว อย่าลืมถามราคาก่อนละ)
12. แบงค์หย่ายอย่าง 100000 ไม่พก เพราะใช้จ่ายยาก(อย่างมาก ผมก้อพกแค่แบงค์ 50000)
13. เขาใช้ไฟ 220 Volt เหมือนบ้านเรา(ไงก้อ charge ไฟ ได้)
14. พยายามจ่ายเงินสกุลของบ้านเค้าให้ได้มากที่สุดและพยายามให้พอดีด้วย ไม่งั้นเวลาตีกลับมาเป็นเงินไทย จะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะ)
15. trip นี้ผมไม่แลกเงินกลับเลย เพราะรู้ว่าการแลกกลับ คือขาดทุน เช่น 1B=500 ด่อง แต่ตอนแลกลับ 700ด่อง = 1B (พยายามคำนวณค่าใช้จ่ายให้พอดี หรือใกล้ที่สุด)
16 Com(เกิม) บ้านเค้าเรียกว่า ข้าวในบ้านเรา
17. บ้านเมืองของเค้ามักจะใช้สีฉูดฉาด(เข้มมาก) ส้ม เหลือง น้ำเงิน แต่ปิ้ดด
18. โคมไฟนับเป็นสัญลักษณ์ แห่งเมืองฮอยอันเลยแหละ
19. หมวกดาวแดง สามารถซื้อได้ในราคา 30B บ้านเรา 100 up
20. สาวอ๋าวหย่ายย ล้วนหุ่นดีมากกก
อาหารการกิน : เท่าที่ได้กิน จริงๆมีมากก่านี้อีก
1. Pho(เฝอ) ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก น้ำใสใส่เนื้อไก่หรือเนื้อวัว
2. Cao Lau(เกาเหลา) อาหารเส้นของเวียด เส้นเหลืองๆแบนๆ ใส่น้ำซุปพอขลุกขลิก ถั่วงอก เนื้อหมูและผักมากมาย
3. Banh Mi(แบ๋งห์หมี่) ขนมปังฝรั่งเศสผ่าซีก ราดด้วยครีมข้นๆ โปะแตงกวา ผักกาดหอม เนื้อหมู หมูยอ แล้วก้อน้ำจิ้ม(น้ำพริก)
4. Bun Bo (บุ๋นบอ) บะหมี่น้ำเส้นคล้ายหนมจีนบ้านเรา โรยด้วยเนื้อวัวแร่บางๆ
5. Mi Ga(หมี่กา) ก๋วยเตี๋ยวแห้งคล้ายเส้นบะหมี่ โรยหน้าด้วยหมู ถั่วลิสง ไข่นกกระทา แคบหมูและผักต่างๆ
6. White Rose เกี๊ยวแบบชาวเวียด คล้ายๆฮะเก๋าบ้านเรา จะมีไส้เป็นหมูและกุ้ง โรยหน้าด้วยหอมเจียว รสชาติเค็มๆหวานๆ
7. Hue Pancake หรือ Banh Khoai(แบง๋ห์ไคว) คล้ายๆหอยทอด แต่เล็ก โรยด้วยกุ้ง หมู ถั่วงอก(จะทานคู่กับเครื่องเคียงของแหนมเนือง รวมน้ำจิ้มด้วยนะ)
8. Nam Lui(แหนมเหนืองเว้) คล้ายๆแหนมเนืองบ้านเรา แต่จะต่างกันตรงแผ่นแป้ง(แห้ง บาง กรอบ) และหมู(เสียบไม้มา)
9. อาหารเว้ชาววัง(อานนี้ไม่ได้ลอง)
10. โยเกิร์ต อร่อยเหาะ แถมถูกด้วยอีกตังหาก
11. Sai Gon เป็นเบียร์ยี่ห้อไซ่ง่อน รสชาติก้อพอไปได้อ่านะ ถูกด้วย
12. Com Rang ข้าวผัด แต่เตมไปด้วยผักและกุนเชียง
13. Pizza ที่นี่จาแบนๆ คงใกล้เคียงกะอิตาลีมั้ง แต่แป้งบ้านเราอร่อยก่ามั้งงง
14. เนื้อกระต่ายทอด อร่อยมากๆ ถูกด้วยยย
ภูมิประเทศ : เมืองหลักๆที่เป็นแหล่งเที่ยว
1. ตอนเหนือ ประกอบด้วย ฮานอย, ซาปา, ฮาลองเบย์, Bac Ha
2. ตอนกลาง ประกอบด้วย Hue, Hoi An, Danang
3. ตอนใต้ ประกอบด้วย Ho Chi Minh ,Dalat, Nha Trang
สภาพอากาศ : ของสำคัน เกือบลืม(ทิพช่วยเตือนเลยนะเนี่ย)
1. ตอนเหนือ Nov - Apr จะเป็นฤดูหนาว(อาจมีฝนตกปรอยๆ), May - Oct หน้าฝน(ตกหนัก และอากาศร้อนด้วย)
2. ตอนกลาง Sep-Feb จะเป็นหน้าฝน, March - Apr ฟ้าจะเริ่มโปร่งจน May - Aug จะเป็นหน้าร้อน(ช่วงนี้ที่พักราคาถูก)
3. ตอนใต้ May-Oct จะเป็นหน้าฝน, Nov-Feb จะเป็นหน้าหนาวและ Mar-Apr จะเป็นฤดูร้อน(หน้าไปช่วงนี้)
สถานที่ต่างๆใน HUE(เมืองหลวงแห่งวัฒนธรรม) รวมทั้งร้านขึ้นชื่อ : ที่ได้ไปก้อจามีตามนี้(จริงๆมีมากก่านี้) คือ
1. Song Huong-Perfume River(แม่น้ำหอม)
2. นครจักรพรรดิ Dai Noi
3. สะพานตรังเทียน
4. ตลาดดองบา(แหล่ง shopping)
5. ร้าน Lac Thien(ร้านขึ้นชื่อ)
สถานที่ใน Hoi An(เมืองมรดกโลก) : เมืองนี้ล็กกว่าเว้เยอะ เดินไปรอบๆเมืองตั้ง 3 รอบแน่ะ ทะลุ ซอยนู่นนี่
1. สะพาน CAM NAM
2. บริเวณริมแม่น้ำทูโบน
3. สะพานญี่ปุ่น
4. บ้านเมืองและร้านขายของเยอะมากมายยย ลองดู พวกโคมไฟ ภาพเขียน ชุดอ๋าวหย่าย งอบเวียด นกหวีดหินปูน เป้ วรรณกรรมต่างๆ
5. ร้าน Trung Bac(ร้านขึ้นชื่อ)
6. My Son หมี่เซิน เป็นอาณาจักรโบราณแห่งจาม
สถานที่ใน Hanoi(เมืองหลวงของชาวเวียด) : เมืองนี้ทั้งหย่ายและวุ่นวายมากครับ รถเยอะ คือก้อดูเจริญมากก่าเว้และฮอยอันเยอะอ่านะ
1. ร้านค่าย่าน Old Quarter
2. บริเวณริมทะเลสาบคืนดาบ(Ho Hoan Kiem)
3. โบสถ์ st Joseph
4. วัด Ngoc Son และ สะพานไม้เทฮุก
5. โรงละคร Thang Long(เสียดายตั๋วเต็ม อยากดูหุ่นกระบอกน้ำ) - Thanong LOng Water Puppet
6. ร้านไอศกรีมในตำนาน KEM BAC BIET TRANG TIEN
7. ห้างสรรพสินค้า Trang Tien Plaza
8. Hanoi Opera House (เสียดายไม่ได้เข้า คาชมแพงมาก)
9. Vietnam History Musuem
10. อนุสาวรีย์แห่งการปฏิวัติ และ กษัติรืย์ Le Thai To
11. Musuem of Vietnamese Revolution
12. Hoa Lo Prison(คุก)
13. Dong Suan Market(ตลาดดองสวน)
14. National Libraly
15. หอธงหกเหลี่ยม Cot Co
16. อนุสาวรีย์ Lenin
17. Ho Chi Minh 's Mausoleum(เคารพศพลุงโฮ) เสียดายเขาไม่เปิดให้เข้า
18. Ho CHi Minh Musuem
19. Presidential Palace
20. One Pillar Pagoda
21. วัด Van Mieu (มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม)
22. Military Museum and Army Museum
23. Ho Chi Minh House แต่ไม่ได้ไป เหอๆๆ
ก้อนึกไม่ออกแล้วอ่า เอาเปงว่า ถ้ามีราย update จา add เพ่มอีกที
มีความสุขมากๆนะครับ
December 14 Unloveable - Mild bandUnloaveable? - Mild
ก็รู้ว่าฉันไม่มีความหมาย ก็รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งหมดหวัง เมื่อเธอไม่เคยจะหันมองที่ฉัน และไม่มีแม้วันที่เธอจะหันมาสนใจ และก็รู้ไม่นานเท่าไหร่เธอก็คงต้องไปจากฉัน * แต่ตอนนี้ยังมีเวลา ให้ฉันจะหาเหตุผลดีๆ มาฉุดรั้งเธอตอนนี้แต่ก็รู้ดีไม่มีหวัง * ** ต่อให้ฉันจะรักเธอมากเท่าไหร่ แต่ก็รู้ว่าเธอคงจะไม่สนใจ ก็ยังฝันไปและยังคงหวังเอาไว้ข้างในจิตใจ ว่าซักวันเธอจะมีฉัน แต่ก็รู้เป็นไปไม่ได้ เมื่อเธอคิดว่าฉันไม่ใช่ แต่ก็ไม่เป็นไร ก็อยากจะขอมีเธอเรื่อยไปในใจไปอีกแสนนาน ** และแม้สิ่งที่ฉันทำวันนี้ อาจไม่ทำให้เธอได้รู้สึกดี สิ่งที่ใจเธอพอจะมีก็เพียงแต่ความรำคาญ ก็อยากจะขอให้เธอได้ฟังเอาไว้ บทเพลงสุดท้ายที่ฉันตั้งใจจะมอบให้ไป ที่กลั่น ออกมาจากใจ และมีให้เธอคนเดียวเท่านั้น *,** ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ กว่าที่ฉันจะลบเธอจากใจ กว่าที่ความทรงจำดี ๆ มันจะเลือนหาย กว่าจะได้รักใครอีกครั้ง... ** เมื่อเธอคิดว่าชั้น ไม่ใช่ ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ฉันจะยังหายใจ จะรักเธอไปตลอดกาล.. November 22 Long time? - Mild bandอีกนานไหม - Mild
อะไร ๆ เดิม ๆ ที่มีอยู่ * อย่าบอกฉันว่ามันหายไป พรุ่งนี้จะเป็นยังไงถ้าพบเธอ ซ้ำ *, ** ก็เพราะว่าฉันยังต้องการเธอ November 01 Ying Rak Ying Jebพยายามทำใจท่องเอาไว้เลย *ทำต่อกันเหมือนฉันไม่ดีไม่มีค่าอะไร **บอกกับฉันว่าเธอไม่รักก็จบ บอกกับฉันว่าเธอไม่รักก็พอ มองดูปฏิทินเปลี่ยนไปทุกวัน (*,**) October 26 Pai - PangungMae Hong Son--- Pai – Pangung
Member in this trip
1. P’ Ple แห่ง Double enjoy
2. Ball
3. MangPor
4. Pae
5. Earn
6. Tar Tarrr
7. P’ X
8. N’ Mike
วันที่ 1 (22/10/2551)
16.30 : ออกจากบ้านไปเจอ Mangpor ที่ BTS อารีย์
17.15 : MangPor ยังไม่มาเลยแวะหาไรลองท้องก่องดีฝ่า(เลยหม่ำ สเต็กไก่ + มะกะโรนี อย่างอร่อยเหาะ) ฆ่าเวลา
18.30 : Goto BTS สนามเป้า(จุดนัดหมาย) รถติดมากมายเลย late กานไปหมด(ปกติจาเริ่มเดินทาง 19.00)
20.00 : เริ่มออกเดินทาง ก็อยู่บนรถตู้อ่านะ นั่งยาวเลยจนเข้าสู่วันใหม่)
วันที่ 2 (23/10/2551)
6.00 : ถึง จ. แม่ฮ่องสอน แวะกินข้าว + ธุระส่วนตัวที่ ภูสวยน้ำใส พร้อมเดินทางกันต่อไป
แวะพักกานซักพัก เลยแวะถ่ายรูปกานหน่อยสำหรับทะเลหมอก พร้อมทั้งเข้าสู่ห้วยน้ำดัง(ถ่ายรูปกานอย่างเอร็ดอร่อย)
แล้วเดินทางต่อ
10.00 : แวะถ่ายรูปที่สะพานประวัติศาสตร์
10.30 : ไปนั่ง ชิวๆกานที่ร้าน Coffee In Love
11.30 : ท่องเที่ยวเป็นกระศัย ก้อไปทำบุญกานบ้างดีก่า เลยเข้าสู่วัดน้ำฮู ไหว้พระเป็นสิริมงคล
11.45 : เดินทางมาถึงบ้านสันติชล ชิมชาอู่หลง พร้อมซัดก๋วยเตี๋ยวยูนานกับเพื่อนเป้(หมดไป 50 B. – ถูกโคตร)
12.30 : ลุยกานต่อที่น้ำตกหมอแปง แต่ฝีมือไม่ถึงอ่า(ถ่ายน้ำตกไม่เป็นสายเลย)
14.00 : ถึงเมืองปายแล้วอ่านะ ท้องชักคำราม เลยแวะไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารดวง(อิ่มมากมาย)
แล้วจึงเดินทางไปหาที่พักกาน เริ่มจากบ้านตะวัน ก้อไม่ค่อยน่าพอใจซักเท่าไร กินสีโป้วยังอยู่เลยว่ะ เลย check out
แล้วต่อด้วย กาสลอง ลอร์ด ก้อดันไม่มีพัดลมอีกเน้อ เลยหากันต่อไป สุดท้ายก็ไปจบ Pai Highlands Resort เลยแวะเก็บสัมภาระพร้อมทั้งทำภารกิจ(อาบน้ำ)
17.00 : นัดกานอีกที จาไปกินข้าวแต่ระหว่างทางเลยแวะ วัด…เย็น(จำชื่อไม่ได้) ไปดูพระอาทิดตกกานดีก่า แต่ก้ออย่างว่า เมฆเจ้ากรรมก้อบังอยู่ตลอดเลย แล้วจากนั้น ก้อกินข้าวกานต่อ ตามต่อด้วย Menu กลางคืน shopping ตลาดเมืองปาย
22.00 : กลับถึงห้องแล้วก้อพักผ่อนถามสะดวกกก
วันที่ 3 (24/10/2551)
6.30 : ตื่นได้แล้วเว้ย อาบน้ำทำภารกิจ
8.00 : กินข้าวที่ตลาดเมืองปาย and shopping เก็บตก
9.30 : เดินทางกานต่อเพื่อมุ่งหน้าสู่ปางอุ๋ง
10.30 : ถึงจุดชมวิวปางมะผ้า แวเดินทางต่อ
12.30 : แวะถ่ายรูปกานต่อ ที่ถ้ำปลา จากนั้นก้อกินข้าวกาน แล้วตึงเดินทางเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน
14.30 : ไปบุญกานอีกที่วัดจองคำ แล้วจึงเดินทางไปขยส่งแม่ฮ่องสอนเพื่อส่งไอเป้
แต่โชคร้าย เสือกไม่มีรถให้กลับ กทม ซ้างั้น เป้จึงต้องอยู่ต่อไป 555 เป้าหมายถัดไปเดินทางไปวัดพระธาตุดอยกองมู
เลยสาดพระอาทิดกานเข้าไป (อัดมานเข้าไปๆๆๆๆ) พอเริ่มมึนๆ ก้อเกือบ 18.00 อ่า เลยไปที่รักไทยรีสอร์ทจับที่พักกานหน่อย ต้าเหล่าซือ จากนั้นก้อพักผ่อนตัวใครตัวมาน
วันที่ 4 (25/10/2551)
6.30 : เริ่มจากการตื่นทำธุระอีกครั้ง พร้อมจับวิวรอบๆ
8.30 : มาที่หมู่บ้านบ้านรักไทยแวะชิวชาและซื้อของฝากเพิ่มเติม แล้วเส็ดจึงมาต่อที่ปางอุ๋ง เก็บบรรยากาศ
9.30 : เดินทางต่ออีกครั้ง
11.30 : แวะมาที่ภูโคลน ส่งเพื่อนๆไปพอกหน้ากานตามสบาย พร้อมซื้อของฝากเสริมความสวย-หล่อกานตามสบาย
จากนั้นเดินทางมากินข้าวกานที่ร้านใบเฟิร์น พร้อมรับประกาศนียบัตรพิชิตโค้ง
13.00 : เดินทางต่อมุ่งมาสู่เป้าถัดไป
17.30 : ถึงสวนสนบ่อแก้ว (แต่ด้วยประสบการณ์อานอ่อนด้อย เลยถ่ายได้ไม่ค่อยพอใจเท่าไร)
18.15 : ถึงออบหลวง อานนี้จาบ้าตาย มืดตื๋อเลย แล้วจาเก็บภาพไงฟะ แต่ก้อเอาไงเอากาน เท่าที่ได้ละกานวะ(ขาตั้งก้อไม่ได้เอามา)
19.00 : กินข้าวกานที่ร้านน้องแบ๊งค์
20.00 : เดินทางกลับบ้านดีก่า(ล้าแระ) แระก้อถึง กทม เวลา 3.30 ตัวใครตัวมานละกานวะ
August 24 Jim Thompson HouseJim Thompson House
นาย จิม เป็นสถาปนิกชาวอเมริกันเกิดที่เมิงกรีนวิลล์ รัฐเดลาแวร์ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มาอยู่ในไทย
โดยนาย จิม ได้ทำให้ผ้าไหมไทยประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักทั่วโลก และยังได้ก่อสร้างบ้านไทยซึ่งประกอบด้วยไม้สัก 6 หลัง(อายุไม่ต่ำกว่า 200 ปี สำหรับบ้านแต่ละหลัง) ตัวบ้านถูกยกึ้นหนึ่งขั้นเหนือพื้นดินเพื่อป้องกันน้ำท่วมในหน้าฝน นาย จิม ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านปี 2502 และสะสมศิลปะเรื่อยมาจนเขาตัดสินใจเปิดให้สาธารณะชนเข้าชม โดยนำเงินที่ได้ไปบริจาคการกุศลเกี่ยวกับโครงการทางวัฒนธรรมของไทย วันที่ 26 มีนา 2510 นาย จิม ได้หายสาปสูญในป่าของมาเลเซีย ขณะเดินทางไปพักผ่อน ไม่เคยมีใครรู้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งสถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นมูลนิธิที่สำคัญในการสงวนรักษาศิลปะ วัฒนธรรมของไทยต่อมา สถานที่ : ตรงข้ามสนามกีฬา สามารถขึ้น BTS มาลงที่ป้ายสนามกีฬา แ ล้วเดินข้ามมาฝั่งตรงข้ามสนามกีฬาเดินตรงมาเรื่อยๆ(ไม่ต้องไปสยามนะ) แล้วจาเห็นป้ายเองประมาณ 100 m
ค่าเข้าชม : 50 Baht / คน August 16 Train gardenวันที่ 12 สิงหา(วันไม่มีแม่)
วาง plan ไว้ว่าจะไปสวนรถไฟกับคุณโอ๋ ตั้งแต่วันเสาร์ แล้ววันที่ 11 คุงโอ๋โ?รมา cancel ไม่ว่างพอดี
เราก็เลยตัดสินใจต้องไปคนเดียวเพราะเพื่อนเป้กะเพื่อนทิพ ก็มีแม่กันหมด หุหุ ตื ่นมาตั้งแต่เช้า(วันหยุดนะเนี่ย ตื่นซ้าเช้าเลย) 6.30 น. ก้อทำธุรกิจส่วนตัวจนเสด
6.55 น. ออกเดินทางจากหอพัก ขึ้นวินมอไซด์ไปหน้าปากซอลลาซาล(ซิ่งเลยเพ่ กำลังง่วง) โดนจวกไป 7 B. แล้วเดินข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม 7.10 น. ขึ้นรถ ปอ. 507 (สุดยอดชีวิต ไม่ได้ขึ้นรถเมล์ไปไหนคนเดียวตั้งแต่ ปี 4 แล้วนะเนี่ย) และลง BTS อ่อนนุช โดนยิงไปอีก 12 B.
7.20 น. Start บน BTS อ่อนนุช ดิ่งจากต้นสถานีไปปลายสถานี(โอ้แม่เจ้า) โดนค่าเสียหายไปอีก 40 B. แล้วนั่งบน BTS (นานชิบหาย วอดวายวายปล่วง)
8.00 น. ถึงสถานีปลายทางหมอชิต (Next station "Mochit" Terminal station) ลงจากสถานีก็เดินไปถาม Information ว่าจาไปสวนรถไฟอ่า เราต้องไปทางไหนอ่าคับ
ก็ได้รับความช่วยเหลือมาอย่างดีตลอดทาง(ถามไปเรื่อย ใช้ความหน้าด้านบ้าบิ่น) และก็เดินไปเข้าทางสวนจตุจักร แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าหิวว่ะ เพราะมื้อเย็นไม่ได้กิน เลยแวะข้างทางซะหน่อย 8.30 น. เจ้ เจ้ ขอข้าวขาหมูจานเดะ (ก้อมีตามสั่ง และข้าวมันไก่ด้วย แต่อาวอันนี้ละกาน ไม่ทิ้งเผ่าพันตัวเอง) พอข้าวมาปุ๊บ แมร่งสุดยอด
ข้าวเหรอวะเนี่ย รถชาติห่วยชิบ แต่ทำไงได้ มื้อนี้ต้องกินเพื่ออยู่ไปก่อนละวะ(ก้อเ ขมือบ เข้าไปแต่ก้อไม่หมด เพราะคามสุดยอดอร่อย --- นานๆ จะกินไม่หมดซ้าที) พอถึงเวลาเก็บเงินสรุปว่าโดนปล้นไป 30 B. (เซ็งเป็ด) แล้วก็เดินเลาะตามทางไปเรื่อย เข้าไปทางสวนพระนางเจ้าฯ แล้วก็เดินไปถ่ายรูปไป (แต่วันนี้ฝนเจ้ากรรมก็ดันตกตลอดทางแต่ก้อเปาะแปะอ่านะ ตั้งแต่ลง BTS แระ เล่นเอาเปียกทั้งตัวเหมือนกาน) มาเจอพี่ยามก้อถามเขาหน่อยไปสวนรถไฟอ่าทางไหน เพ่ เขาก็ชี้ เราก็เดินไปตามที่เขาว่า 9.00 น. ถึงสวนรถไฟโดยไม่รุตัว ไม่ได้เข้าด้านหน้าว่ะ แระก้อหาไม่เจอด้วย 55 พอทะลุเข้ามา รุตอนที่ไปถาม 2 คู่หู Duo คู่นึงกำลังวิ่งอยุ เขาก็บอกว่า ก็ที่นี่แหละ อ้าวหน้าแตกเลยกรุ
แต่ก้อขอบคุงเค้าไป เดินต่อๆไป เขาก็มีให้เช่ารถจักรยานนะ ก้อมีทั้งคนที่มาวิ่งออกกำลังกายและก็มานั่งเล่น(Sweet วี้ดวิ้ววว)อยู่ด้วย แล้วก็คนที่ปั่นจักรยานเล่น เดินต่อไปเรื่อยๆ แต่ก้อไม่เหงจุดที่ถูกจายเท่าไรอ่านะ แต่คิดในแง่ดี คิดว่ามาฝึกถ่ายรูปเล่นแระกาน ยิ่งสภาพอากาศไม่เปงใจด้วย หุหุ ก้อจำได้ว่ามานต้องมีสวนผีเสื้อยุ แต่ที่ไหนได้เราเดินอ้อมซ้าไกล เลยมารุอีกทีว่าตอนที่เดินกลับเนี่ย ถ้าเลี้ยวขวาก็ไปทางสวนผีเสื้อแระ แต่เราใช้เท้าที่ถนัดนำก่อนเลยเดินเลี้ยวซ้ายซ้างั้น 55 เดินตามทางมาเรื่อยๆจนกระทั่ง 10.25 น. 10.25 น. แวะหาน้ำกระแทกปากหน่อย เพื่องนึกได้ว่า ร้านเจ้ขาหมูเนี่ย เราไม่ได้กินน้ำเพราะคามอร่อยในข้าวเลยไม่กินน้ำเยย ตบ Ice Tea กระป๋องไป 15 B. และก็แวะเข้าไปดูอุทยานดอกไม้และผีเสื้อ(เจอแว้วว)
ที่นี่ดูโอเคเลยหนุกหนานๆ เป็นที่ประทับใจดี เหงผีเสื้อร่อนไปมา ก้อนั่งคิดแล้วกรุจาถ่ายไงดีหว่า เพราะพี่แกก้อบินตลอดไม่หยุดเลย ก้อเอาที่ได้ละกานวะ 555 หลังจากสำเร็จภาระกิจก็เหนื่อยแระ เดินกลับดีก่า แต่ก้อวนไปตามทางต่ออ่านะไม่เดินย้อนกลับกอเลยรู้ถึงสัจธรรมว่าถ้าเดินเลี้ยวขวาตอนแรกก็คงเจอเรวก่านี้ หุหุ
12.30 น. หมดแรงจิงๆว่ะ เดินกลับอ่าดีแระมาหา BTS โทรคุยกะเพื่อน ปอ (ไม่รุจาไปไหนดี) แต่ก้อเลยกลับห้องเลยละกาน
ดิ่งยาวเลยคราวนี้ แต่รุสึกเรวก่าตอนมาเพราะใช้เวลาไปกับการดูรูปซ้า แอบโทรหาพ่อซ้าหน่อย ไม่มีแม่ก็โทรหาพ่อก้อด้ายวะ ที่ไหนได้ พ่อหนีเที่ยวไปเมืองกาญ อีกแระ (เร็วเจงๆๆ) พอลงมา BTS อ่อนนุช รอรถเมล์ ที่ไหนได้รอนานเกิ้นนนน เลยกลับสู่สภาวะอีกครั้ง Taxi ซ้าหน่อยเดี๋ยวลงแดง 55 เสือกเจอ Taxi กวนตีนอีก เลยหมั่นไส้มัน สร้างสถานการณ์ให้มานต้องทอนเกินซ้าเลย แล้วมานก้อกลับไปพร้อมคามฉุน(เรื่องของมัน กวนตีนกรุดีนัก) เอาเป็นเวลารอบนี้ก้อสนุกกานไปอีก 1 รอบ July 26 Tiredเหนื่อยแล้ว
เหนื่อยแล้ว เพราะเราไปกันไม่ไหวจริงจริง เหนื่อยแล้ว ถึงวันที่เธอต้องทิ้งกันไป ให้จบเท่านี้ เหนื่อยแล้ว ที่เธอพูดมาก็เหมือนดูดี เธอบอกวันนี้ เหนื่อยแล้ว ฉันทนฟังเธอพูดพร่ำรำพัน แต่ใจมันแปลได้อย่างนี้.. * ฉันมันธรรมดาแถมหน้าตาก็ห่วย ฉันมันไม่ได้รวยยิ่งใหญ่เท่าฟ้า ฉันมันเดินบนดินเธอจะบินมากกว่า ฉันไม่มีเงินตรามาเอาอกเอาใจ ฉันมันธรรมดาแถมหน้าตาก็ห่วย ฉันมันเป็นตัวซวยมีแต่ปัญหา ฉันมันคนเพียงพอ เธอไม่พอมากกว่า ฉันไม่มีปัญญา เธอเบื่อ ไม่ทนแล้ว เหนื่อยแล้ว เพราะเราไม่เคยจะเห็นตรงกัน เหนื่อยแล้ว ถึงเธอจะมีแต่ฉันในใจ ไม่อยากไปไหน เหนื่อยแล้ว ที่ทำเพื่อเธอก็ซึ้งในใจ แต่อยู่ไม่ไหว เหนื่อยแล้ว ฟังคำดีดีเป็นร้อยเป็นพัน แต่แปลรวมกันได้อย่างนี้.. (ซ้ำ * ) บอกฉัน ชัดชัด ก็พอแล้ว บอกฉัน ชัดชัด ให้ซึ้งใจ (ซ้ำ * ) June 21 Afraidกลัว
เพราะว่าใจกลัว กลัวว่าเธอจะทิ้งกัน จากไปลืมคนที่เคยบอกรักกัน จมอยู่กับตัวเอง ติดอยู่กับเวลา ทำไมเธอไม่มา เธอหายไปนานเหลือเกิน ยังมีคนที่คอยอยู่ วันและคืนเฝ้าหมองเหม่อ ใครทำให้เธอห่างเหิน ผ่านไปแต่ละวัน ก็ยังหวั่นในใจ ว่ามันเกิดอะไร กับรักที่เธอให้มา เธอยังรักฉันรึปล่าว เธอมีใครสำคัญกว่า เพียงแค่คิดยังปวดร้าว เพราะว่าใจกลัว กลัวว่าเธอจะทิ้งกัน จากไปลืมคนที่เคยบอกรักกัน ลืมทุกๆอย่าง มันอ่อนล้าและสับสน จะต้องทำยังไง บอกกับเธอยังไง ความอึดอัดในใจ ที่ฉันทนมาตั้งนาน คนดีๆที่เคยห่วง นานวันไปยิ่งไกลห่าง เพียงคิดน้ำตาก็ไหล ...ใจกลัว กลัวว่าเธอจะทิ้งกัน จากไปลืมคนที่เคยบอกรักกัน ลืมทุกๆอย่าง มันอ่อนล้าและสับสน March 25 At leastอย่างน้อย
มีใครบางคนให้คำนิยาม ว่ารักคือความทุกข์
แตกต่างกับฉันที่มองว่ารัก คือความสุข * อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที
แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยมา อาจจะต้องผิดหวัง ก็ไม่เป็นไร ** อย่างน้อย ฉันเคยได้รักเธอ
รักด้วยการไม่หวังอะไร ก็รู้ฉันเองมันยังไม่ใช่ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ ว่ารักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายมากมายจริงๆ ความพยายามที่ทำเพื่อเธอ จะขอทำต่อไป
แค่มีรอยยิ้มของเธอส่งมา ก็ชื่นใจ หากมีในวันพรุ่งนี้ เธอจะตอบตกลง คงจะคุ้มค่ามากมาย แต่ถ้าต้องผิดหวัง คงจะไม่เสียใจ **,*,** February 22 CongratulationsCongratulations PE44 and TUE6 and P'ๆ
ก่อนอื่นก็คงต้องขอแสดงความยินดีกับเพื่อนๆทุกคนว่ะ(ตัวเองด้วยละกาน)
ในที่สุดเราก็ได้รับปริญญากันเสียที(จบ กัลลแล้วนะ) ก็เหนื่อยกานมากับวันซ้อมตั้งแต่วันที่ 16/02
จนกระทั่งเถิงวันรับจริงวันที่ 21/02 ไม่รุว่าเปงไงกานบ้าง แต่กรุรุสึกว่างานรับปรินยาครั้งนี้
เป็นงานที่ได้รวมญาติมิตรสหายหลายๆคนที่อยู่ทั้งใกล้และไกลให้ย้อนกลับมาได้พบและพูดคุยกาน
ก้อยอมรับนะว่าก้อคิดเถิงพวกเมิงกานอ่านะ (แม้ว่าจาไม่ค่อยได้คุยกานเท่าไรก้อตาม)
แต่กรุดีใจว่ะที่อย่างน้อยๆเราก้อได้กลับมาเจอกาน แม้จาช่วงเวลาสั้นๆก้อเหอะ เพื่อนเก่าตั้งแต่มัธยมก้อมาเจอกาน
เพื่อนที่อยู่แดนไกลก้อได้มาพบกาน
ยังไงก้อตามพวกเราก้อเปงบันดิดกานเตมตัวซ้าที ตอนนี้จาทำไรก้อควรนึกเถิงหน้ามหาลัยไว้
กรุก้อจาพยายามทำตัวดีๆ ก้อไม่รุจาเขียนไรแล้วว่ะ เริ่มง่วงแระ
ก็สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ
N' Yui, N' Lek , N' Nay ,N' Kae ที่อุตสาห์มาช่วยถ่ายรูปและถือของให้
อาจารย์, เพื่อนๆ,พี่ๆ น้องๆ ชมรมทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดี
พี่ๆบริษัทที่อุตสาห์เดินทางจากบริษัทมาหา(แม้จาหากานเจอยากๆ)
น้องออนที่อุตหาห์ ถ่อมาจากนครปฐม เพื่อเอาตุ๊กตามาให้
ปาน+ดา ขอบคุนนะที่ยังไม่ลืมเพื่อนคนนี้
และอื่นๆอีกมากมาย ก่ายกอง
โดยเฉพาะ พ่อ กรุที่ส่งกรุจนเรียนจบ
และเพื่อนๆทุกคนที่ทำให้กรุเก็บคามทรงจำดีๆของพวกเราเอาไว้
อย่างไรก้อตามถ้ามีไรหรือคิดเถิงกานก้อโทรมาหาได้นะเว้ย คิดเถิงพวกเมิงทุกคน
0858623594 December 15 Togetherกันและกัน
ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ เธอจะเชื่อไหม
มันอาจไม่เพราะ ไม่ซึ้งไม่สวยงามเหมือนเพลงทั่วไป อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้ แต่กับเธอคนดีรู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่าย...ดาย เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน มันอาจจะโดนใจ แต่ก็มีความหมายเหมือนๆกัน แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้ เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น เพื่อเธอเข้าใจความหมายแล้วใจจะได้มีกันและกัน มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย และที่ผ่านมาฉันใช้เวลาเพื่อหาความหมาย แต่ไม่นานก็เพิ่งรู้ เมื่อทุกครั้งที่มีเธอใกล้ ว่าถ้าชีวิตคือทำนอง เธอก็เป็นดังคำร้องที่เพราะและซึ้งจับใจ ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน อยู่ด้วยกันตราบนานๆ ดั่งในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ ฉันมีปลายทาง มีทางเดินให้เราเดินเคียง และมีเสียงของเธอกับฉัน มีทางเดินให้เราเดินร่วมเคียง และมีเสียงของเธอกับฉัน ก็ไม่รุว่าเปงไรว่ะ ช่วงนี้ฟังเพลงนี้แล้วรุสึกแปลกๆไงไม่รุว่ะ December 09 Man is tighted-lipped and woman which awaitingชายปากแข็งกับสาวที่เฝ้ารอ
''เขา'' เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่ยังคงวิ่งไล่ตามความฝัน และยังคงค้นหาตัวเอง
''เขา'' เป็นเหมือนกับผู้ชายทั่วๆไป ไม่อ่อนหวานแต่อ่อนไหว ไม่แข็งแรงแต่แข็งกระด้าง
แสดงออกในสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของจิตใจ ไม่พูดคำว่ารัก ไม่แสดงออกว่า ''เขา'' รัก ''เธอ''
สิ่งเดียวที่เขามีให้อย่างเสมอต้นเสมอปลายก็คือ สายตาและความจริงใจ
''เขา'' คิดว่ามันน่าจะเพียงพอแล้ว และ ''เธอ'' ก็คงจะคิดเช่นเดียวกับ ''เขา''
ทุกครั้งที่ ''เขา'' คิดถึง ก็มักจะพูดแต่เพียงว่า ''ก็แค่อยากคุยด้วย''
มันคงจะดีกว่านี้ถ้า ''เขา'' กล้าที่จะยอมรับกับความต้องการของหัวใจตนเอง
''เธอ'' เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ต้องการใครสักคน คนที่ ''เธอ'' รักและเป็นคนที่รัก ''เธอ''
''เธอ'' ยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาในความรัก และหวังว่าสักวันจะต้องเจอคนที่เกิดมากันและกัน
''เธอ'' มักจะวางตัวนิ่งๆเฉยๆ เมื่ออยู่กับ ''เขา'' ไม่เคยบอกว่ารู้สึกเช่นไร สิ่งเดียวที่ ''เธอ'' ทำได้และทำเสมอมาก็คือการรอ
รอให้ ''เขา'' เปิดโอกาสให้กับ ''เธอ'' และกับตัว ''เขา'' เอง
รอสักวันที่ ''คนทั้งคู่'' เปิดหัวใจให้แก่กันและกัน
''เธอ'' หวังไว้เช่นนั้น หากแต่ ''เธอ'' เองก็ไม่เคบบอกเช่นกันว่าคิดถึง ''เขา'' มากมายเพียงไร
สิ่งที่ ''เธอ'' มักจะย้ำตลอดเวลา ''รักษาสุขภาพมากๆ'' มันคงจะดีกว่านี้ถ้า ''เธอ'' จริงใจกับความรู้สึกของหัวใจเธอเอง
เรื่องของคนทั้งคู่นี้ ไม่มีตอนจบ เพราะไม่มีตอนเริ่มต้น
ทั้งคู่ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปตามวิถีทางที่ควรจะเป็น
พบเจอกันเพื่อความสุขใจ และเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆเอาไว้
แต่ทั้งคู่ไม่สามารถที่จะรับรู้ความรักที่ต่างคนมีให้กันได้
เพราะต่างคนต่างเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง โปรดรู้เถิดว่า
มนุษย์มีตาไว้ดู มีหูไว้ฟัง มีหัวใจเอาไว้รู้จักความรัก
ความรักที่ไม่แสดงให้หัวใจอีกดวงได้รับรู้ ก็เป็นแค่
ความรู้สึกที่สูญเปล่า เป็นความรักที่ไร้ค่า
อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป จนไม่มีโอกาสจะแสดงความรัก
เพราะท้ายที่สุด ความรักคือชีวิต และชีวิตก็สถิตอยู่ในหัวใจ
December 02 Nearly death แมร่งช่วงนี้มันเกิดไรขึ้นกะชีวิตกรุวะเนี่ย
ทำงานมาแทบตายเงินเก็บก็ไม่ค่อยจามี(ใช้ไรหมดวะ งง)
เรื่องฟามรักก็ไม่ค่อยจาราบรื่นเลย(พูดเหมือนมีอยู่งั้นแหละ)
ก็ที่ไหนได้ล่าสุดไปมองอีกคนนึงอีกแระ(หารู้ไม่ ว่ากำลังสร้าง
ความซวยให้ตัวเอง)
ก็เมื่อวานนี้โทรหาสาวเจ้า ที่ไหนได้ผู้ชายที่ไหนรับก็ไม่รุ
ทั้งๆที่ก่อนหน้าก็คิดว่าไม่น่าจามีแควน สาวเจ้าก็ไม่ได้บอกซ้าด้วย
ไอเราอุตสาห์ถามตรงๆ แต่ดันไม่รุอีกว่าหล่อนมีเจ้าของแระ
พอคุยกะชายหนุ่มปริศนาคนนั้นทันทีครับ เราก็นึกว่าโทรผิดเลยพูดไปงั้น
เค้าก็เลยพูดขึ้นมาว่า โทรไม่ผิดหรอก โทรมาหา ... (ชื่อสาวเจ้า) ใช่ไหม
เราก็อึ้งไปนิดนึงสิครับ(ตกลงกรุโทรไม่ผิดเหรอวะ สงสัยกำลังจาซวยแระ)
เลยกดวางสายไปทันที ที่ไหนได้ชายหนุ่มปริศนายังคงโทรกลับมา
ชิบหายแระกรุ พอรับปั้บบบ แมร่งมีขู่ด้วยเว้ย เมิงจาเอาเมียกรุเป่า
อยากมีเรื่องใช่มะ บอกมาดิว่าอยู่ไหน เดี๋ยวไปยิงแมร่งเลยดีก่า(คำพูดของหนุ่มปริศนา)
กรุก้อนิ่งสิครับ ซวยเจี้ยๆๆ ไปเจอคนมีเจ้าของอีกแระ
ก็วางสายไปอีกแระ ดันโทรกลับมาอีก 2 รอบ รอบ 2 นี่เราก็รับไปกลายเป็นสาวเจ้าออกมาคุย
ว่าขอโทษนะ กรุเลยรุเลยว่า ดวงซวยจิงๆว่ะ ชายปริศนาเลยพูดขึ้นมาว่าไม่ต้องขอโทษ ขอโทษทำไม
แล้วก็แย่งโทรสับไปจากสาวเจ้า(เหมือนได้ยินเสียง ทะเลาะกาน) ชายหนุ่มเลยพูดขึ้นมาอีกว่า
คุนจาเอาเมียผมรุเป่า พูดกันตรงๆแบบลูกผู้ชายเลยดีก่า ถ้าจาเอาเดี๋ยวผมยกให้เลย
(เอ้า สาวเจ้าเปงผักปลาซ้างั้น) แล้วเค้าก็พูดมาต่อว่า เค้าอยุโตโยต้า จาเอาไงว่ามาเลยดีก่า
แต่จากคำพูดพทั้งหมดฟังดูน่าจาจัดอยุในกลุ่มของ เทคนิเชี่ยน(ไม่น่าจาเปง engineer)
แล้วเค้าก็พูดต่ออีกนะว่านายชื่อ บอล อยุ qa utac ใช่มะ เอาไงว่ามาเลยดีก่า(เสียงแมร่ง
ท่าทางจาเอากรุตายเลยนะเนี่ย) แมร่งดันรุ ตั้ง 2 คำถามแน่ะ กรุเลยว่าหงุดหงิดเล็กน้อย
แต่ก้อพยายามอดทน เพราะกรุผิดนี่หว่า เลยวางสายไป ไม่อยากพูดไร
เช้าปามาน 6.30 น. ชายปริศนาก็เอาเบอร์ของน้องเจ้าโทรมาหา เราก้อยังงัวเงียอยุ
ง่วงจาตาย เลยรับไปแบบมึนๆสะรึมสะรือ แมร่งมีพูดอีกนะว่าไม่ต้องมาทำเสียงยังงี้
กรุเลยฉุนเริ่มขึ้นเสียงกลับไปแระว่า เมิงเหี้ยไรของเมิง นี่มาน 6.30 นะเว้ย เวลากำลังหลับนอน
ปลายทางก็หงุดหงิดขึ้นมาต่ออีกว่า แล้วไงวะเมิงอยุไหนว่ามาเลยดีก่า เดี๋ยวไปเจอกานเลยดีก่า
บังเอินว่ายังมีสติอยุ เลยสงบลงหน่อยดีก่า(เพราะกรุผิดนี่หว่า) ก็เลยคุยไปคุยมาตามตรงว่า
กรุๆไม่รุว่าสาวเจ้ามีแฟนอยุ เลยขอโทษเขาไป แต่แมร่งก็ดันขะยั้นขะยอว่าจาเอาไงว่ามา
กรุก้อบอกไปว่ากรุไม่ยุ่งเว้ยกะคนมีเจ้าของ เอาเปงว่ากรุไม่เอาไรละกาน
ไปๆมาๆก็ขอโทษเขาไปอีกที จนเขาก็เริ่มเสียงผ่อนลงมาขอโทษกรุเหมือนกาน
ว่าเมื่อคืนเขาหงุดหงิดไปหน่อย เลยจบลงกานไป
แต่ก็ยังไม่แน่ใจนะว่ามานจาจบจิงหรือเป่า(คงต้งระวังตัวกานไป ยิ่งอยุคนเดียวอยุ) November 18 Very tiredจะรู้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่ก็ต่อเมื่อ..... เราได้ออกเดินทาง
จะรู้คุณค่าของอะไรสักอย่างก็ต่อเมื่อ... เราได้เสียมันไป**
จะรู้ความหมายของฟ้าหลังฝนก็ต่อเมื่อ... เราผ่านพ้นมันมาได้**
จะรู้ว่ามีเรื่องอีกมากมายถ้า..... เราเปิดใจยอมรับฟัง**
จะรู้ว่าในหนังสือมีอะไรก็ต่อเมื่อ..... เราได้ลองเปิดอ่าน
จะรู้เวลาของดอกไม้บานก็ต่อเมื่อ... เราเฝ้าตามอยู่อย่างนั้น**
กว่าจะรู้ว่าเสียงหัวเราะมันมีค่าก็ต่อเมื่อ... เราเสียน้ำตาในสักวัน**
จะรู้ความในใจของกันและกันก็ต่อเมื่อ... เราพูดมันออกไป**
จะรู้อะไรที่เรียกว่าคิดถึงก็ต่อเมื่อ..... ในความคำนึงมีใครสักคน**
จะรู้ความหมายในคำว่ารักสักหนก็ต่อเมื่อ... มีใครบางคนให้หวั่นไหว**
จะรู้ว่าค่ำคืนนี้ไม่เงียบเหงาก็ต่อเมื่อ..... ทุกเรื่องเล่าได้มีโอกาสบอกไป
จะรู้ว่าทุกคำพูดหมดความหมายก็ต่อเมื่อ... คนๆนั้นไม่อยู่ให้บอก** November 07 Average age of human is 60 yearsคนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี 1 ปี เท่ากับ 365 วัน แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม...ไม่เลว 3,120 สัปดาห์ แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนัถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก เปล่าเลย ผมไม่ได้กลัวตาย ตรงกันข้าม ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มันน้อยมาก หากคำนวณในเชิงตัวเลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้ฟัง หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เคยดู ความรู้สึกในใจมากมายที่ยังไม่เคยบอก พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย...กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามันน้อยเกินไปจริงๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน นั่นแสดงว่า บางคนไม่ได้มีเวลาอยู่บนพื้นโลกถึง 21,900 วันหรอกนะ อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ อุแม่เจ้า... 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันแล้วเหรอเนี่ย คิดแบบนี้แล้วต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้างๆ เพราะนี่คือวันเสาร์ที่เราเหลือ...บนพื้นโลก นี่เรากำลังอ่านอะไรบ้าบอ อยู่เนี่ยคิดมากไร้สาระ ฟุ้งซ่าน(รู้นะว่าพวกเธอคิดอยู่) .... ไม่เลย นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งนั้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ นี่คือ เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 18 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,235 วัน และผ่านคืน วันเสาร์มา ร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น...คำนวณเองบ้างซิว้อย!!! เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลาที่(คาดว่าน่าจะ)เหลืออยู่ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะยังไงกับมันดี แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้ เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า เงินเดือน บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นเพียงว่า เพื่อนเรียน เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่ากูจะเป็นอะไรดี บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้หัวใจตัวเอง เหลือแต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ...ไอ้บ้า!!! และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา' ... ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องนั่งฆ่าเวลากันเลย บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ ลองคิดแบบนี้บ้าง...ใช่แล้ว...เราจะเกิดความเสียดายเพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านอย่างที่เราไม่ได้ทำ ตายได้ยังไงหากฝันไม่สำเร็จ...ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย แต่ให้รีบทำทุกอย่างก่อน ที่จะตาย...ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้ เคยสงสัยมั้ย... ทำไมเราถูกกำหนดไม่ให้รู้วันตายของตัวเองเพราะมันจะทำให้เราไม่แยแสทุกสิ่งทุกอย่าง และตอบสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งในทางดีและทางชั่ว และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบว่าถ้าตาย วันพรุ่งนี้ก็จะได้นอนตาหลับ เกิดโชคดีไม่ตายขึ้นมาเราก็จะได้กำไรในการอยู่ต่อเพื่อทำสิ่งดีที่ยังค้างคา ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า...พรุ่งนี้ชั้นจะตายแล้ว ทำในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก ตามฝันของเราไปสุดโต่ง...ต้องรีบแล้ว...เดี๋ยวตายยนะ...เตือนแล้วไง รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย... เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ)ตายแล้ว ใช้เวลา(ที่อาจจะ)สุดท้ายที่มีต่อกันไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดสุดท้ายของเรา นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอยให้สัมภาษณ์ยมบาล คนข้างบ้านเดินหน้าแป้นแล้นมาบอกกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน ในมือมีซองสีชมพูพร้อม การ์ด ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง แต่เมื่อกี๊นี้ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทร.มา ปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย... แต่กว่าที่คนเป็นแม่จะได้รู้ข่าวร้าย ก็ ปาไป 5 วัน ซองในมือผมกลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้กลายเป็นพวงหรีดและทั้งหมดกลายเป็น แรงบันดาลใจที่อยากจะบอกว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ อ้าว!!! รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ เดี๋ยวตายซะก่อน...เสียดายแย่!!! |
|
|